On The Way

by Somboon Hormtienthong

13  December  2014 – 31 January  2015

Artist Statement

“ …การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้สรรพสิ่งและเป็นการเรียนรู้จากตนเอง

มอเตอร์ไซค์คันนี้คือเพื่อนร่วมเดินทางที่พาผมไปทุกแห่งที่ผมต้องการไป… ”

สมบูรณ์ หอมเทียนทอง

On The Way : สมบูรณ์ หอมเทียนทอง

ชล เจนประภาพันธ์

หลังจาก 24 ปีของชีวิตในเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน และผ่านมาอีกราวๆ 17 ปี เมื่อสมบูรณ์ หอมเทียนทอง ย้ายมาพำนักในพื้นที่ส่วนตัวริมแม่น้ำโขง อ. เชียงคาน จ. เลย แม้จะเป็นสถานที่เงียบสงบแต่ก็ไม่เคยทำให้ความคิดของศิลปินจางหายไป ความสันโดษยิ่งทำให้สมบูรณ์ยังคงสร้างสรรค์ผลงานตลอดเวลา มีบางสิ่งกำลังนำพาศิลปินไปสู่ประตูบานใหม่คือการให้ความสนใจกับกระบวนการได้มาของงานศิลปะนามธรรมที่ทับซ้อนบนฉากของชีวิตอันเรียบง่าย การกลับมาหลังจากการเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ สมบูรณ์ไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าเป็นการเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งใด หรือมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ไหน

เมื่อทุกสิ่งเริ่มจากปริศนาและค้นหาเพื่อไปสู่ขั้นตอนของความคิดทางศิลปะทีละน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ สมบูรณ์ทำงานร่วมกับช่างเขียนภาพเหมือน ในฐานะตัวแปรที่จะนำไปสู่ “จุดตกกระทบ” เพื่อทำให้ผู้ชมได้เห็นวิถีหักเหสู่ความเป็นนามธรรมในผลงานชุดใหม่ของเขา คงไม่ใช่เรื่องปกตินักเมื่อนักนามธรรมอย่างสมบูรณ์จะสนใจในศาสตร์ของการฝนฝุ่นคาร์บอนให้เป็นภาพเหมือน เพราะเป้าหมายของช่างเขียนคือการรับจ้างวาดภาพให้เหมือนกับต้นแบบอย่างตรงไปตรงมา ไร้จริตจะก้าน และนั่นก็ทำให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในผลงานชุดนี้

สำหรับนิทรรศการ On the Way ศิลปินหยิบยื่นภาพถ่ายวิวทิวทัศน์ที่ได้จากการเดินทางบนรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงเวลาสามปีให้ช่างเขียนนำไปเป็นต้นแบบบรรจงวาดให้กลายเป็นภาพเหมือน และสมบูรณ์ก็ลงมือดรออิ้งภาพนามธรรมไว้ข้างเคียงภาพเหมือนแต่ละภาพ ซึ่งแน่นอนว่าผลงานของเขายังคงมีกลิ่นอายของศิลปะนามธรรมอย่างชัดเจน แม้ภาพวาดจากผงถ่านที่เป็นส่วนประกอบในผลงานจะเสนอรูปแบบที่เราชอบเรียกกันว่า “เหมือนจริง” ในขณะที่ไม่มีอะไรทดแทน หรืออธิบายโลกความเป็นจริงได้อย่างเนียนสนิท บางทีถ้าเราใช้คำว่า “สมจริง” จะสามารถแสดงให้เห็น “บทบาท” ของการวาดภาพตามต้นแบบได้ แต่หากใครติดตามผลงานของสมบูรณ์มาตลอดจะเข้าใจถึงสาระสำคัญที่ศิลปินแสดงเป็นนัยมาโดยตลอด คือ “นามธรรม” ที่ซ่อนหรือซ้อนอยู่ในความเป็นจริง เป็นธรรมชาติของสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยภาษา ราวกับว่างานวาดเส้นของสมบูรณ์เป็นการใช้ระบบเขียนอีกชนิดหนึ่งเพื่อสื่อสารชีวิตและประสบการณ์ของตัวเองที่ผ่านมา

ความจงใจใช้ผู้ร่วมสร้างสรรค์ที่ห่างไกลจากคำว่า “ศิลปิน” และน่าสนใจที่การวาดภาพเหมือนแบบตรงไปตรงมาเช่นนี้เป็นเจตจำนงที่อยู่นอกบริบทศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเจตนาของการรับจ้าง การไม่ได้ถูกนำไปจัดแสดง หรือไม่มีแนวคิดเฉพาะตัวที่จะเรียกได้ว่าเป็น “คอนเซปต์ทางศิลปะ” แค่โดยการมองแบบสามัญ ผู้ชมทั่วไปอาจจะพูดถึงคุณค่าของงานจากความเหมือน ทักษะฝีมือของการวาดด้วยน้ำหนักขาว เทา ดำ หรือความถูกต้องของโครงสร้างและสัดส่วนในภาพ

อย่างไรก็ตามภาพเหมือนในบริบทของช่างเขียนก็ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบของความสามารถเฉพาะทางมากกว่าสุนทรียภาพแบบศิลปะร่วมสมัย แต่สำหรับนิทรรศการนี้กลับกลายเป็นความท้าทาย เมื่อสมบูรณ์วาดเส้นโต้ตอบกับภาพวาดเหมือนจริง โดยใช้ความทรงจำ ความรู้สึก และประสบการณ์จากสถานที่เป็นวัตถุดิบหลัก เมื่องานทั้งสองรูปแบบถูกจัดวางให้ใกล้ชิดกัน จนกลายเป็นสถานการณ์ที่ผลงานดรออิ้งสื่อสารโต้ตอบกันและกัน ดูคล้ายกับการเปรียบเปรยถึงร่างกายและวิญญาณที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การจัดวางภาพวาดแบบเทียบเคียง (juxtapose) ส่งผลให้เกิดการตีความบนพื้นที่ปริศนาตรงกลาง หากเราจำแนกวิธีการวาดภาพแบบที่อยู่ในโลกศิลปะ กับแบบที่ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นศิลปะ สุดท้ายนอกจากการมี “ฝีมือ” ที่ดีแล้ว “ปัญญา”ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะบ่งชี้คุณสมบัติของศิลปะ หัวใจของนิทรรศการครั้งนี้ก็คือกระบวนการ “อ้างอิง” ทุกสิ่งก่อเกิดอย่างมีที่มาที่ไป แน่นอนว่าคงไม่มีอะไรกำเนิดมาจากความว่างเปล่าเช่นเดียวกับธรรมชาติของศิลปะนามธรรมที่มีภาษาภาพ (visual language) สร้างขึ้นจากรูปทรงพื้นฐาน เส้น สี หรือน้ำหนักผ่านกระบวนการตัดทอนที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนของการวาดภาพเหมือนก็เช่นกันที่เกิดจากการสังเกตและอาศัยการฝึกฝนตลอดเวลา ในสถานการณ์นี้ผู้ชมจะเห็นการแลกเปลี่ยนระหว่างความเป็น “รูปธรรม”และ “นามธรรม”ทั้งสองสิ่งจะขาดซึ่งกันและกันไม่ได้ พื้นที่ตรงกลางที่มองไม่เห็นนี้จึงเกิดจากการสื่อสารระหว่างภาพวาดทั้งสองแบบและมีคำตอบให้กับผู้ชมแตกต่างกันไป

แม้บางทีดูเผินๆ ผลงานบางชิ้นนั้นประกอบด้วยเส้นเพียงไม่กี่เส้น แต่หากได้พิจารณาให้ดี วิธีการวาดเส้นของสมบูรณ์มีวิธีที่ซับซ้อนมากกว่าการลากดินสอไปมาบนกระดาษ แต่ก็ไม่ได้พิสดารจนเข้าไม่ถึง แน่นอนว่าศิลปินทุกคนมีวิธีลากเส้นที่ต่างกัน แต่มีไม่กี่คนที่เข้าใจภาษาของเส้นและสามารถถ่ายทอดจนกลายเป็นผลงานสำคัญเช่นสมบูรณ์

เส้นทางอันยาวนานของการสร้างสรรค์ของชีวิตที่ผ่านทั้งการศึกษาศิลปะอย่างอิสระในไทยกับจ่าง แซ่ตั้ง และการมีส่วนร่วมต่อวงการศิลปะในเยอรมัน ประเทศที่มีรูปแบบการเคลื่อนไหวทางศิลปะทั้งในเชิงความคิดที่แข็งแกร่งและการแสดงออกอย่างสุดโต่งได้หล่อหลอมทรรศนะคติทางศิลปะของสมบูรณ์ ให้ยังคงมีจิตวิญญาณที่ศิลปินจะต้องแสวงหาควบคู่กับองค์ความรู้ พื้นที่ตรงกลางระหว่างภาพนามธรรมและรูปธรรมนี้คล้ายกับสถานการณ์ระหว่างบรรทัดที่ไม่สามารถกล่าวด้วยภาษาใดๆ แต่หากศึกษาผลงานนามธรรมของเขาที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าสุนทรียภาพและความมุ่งมั่นมีจุดบรรจบกันในผลงานของสมบูรณ์นั้นเอง 

ย้อนกลับไปตั้งแต่ผลงานชุดสำคัญอย่าง The Unheard Voice, 1995 ที่ว่าด้วยจิตวิญญาณของวัตถุทางศาสนา กระบวนการเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ให้ความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของผลงาน แม้ในนิทรรศการผู้ชมจะเห็นเสาวิหารถูกนำมาจัดวางเหมือนวัสดุสำเร็จรูป แต่กระบวนการเบื้องหลังอันละเอียดอ่อน การใช้เวลาและทำงานกับผู้คนมากมายเพื่อทำให้เสาเหล่านี้เปลี่ยนผ่านชีวิตมาสู่บริบทศิลปะ ซึ่งศิลปินบันทึกทุกเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียด หรือชุดผลงานที่สร้างสรรค์ร่วมกับ ราช เลอสรวง นักเขียนการ์ตูนผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับสมบูรณ์ในวัยเด็ก ในนิทรรศการ “ราช เลอสรวง และด.ช.สมบูรณ์ หอมเทียนทอง”, 2013 (Raj Loesuang and The boy Somboon Hormtientong, 2013) ก็เผยสถานการณ์โต้ตอบทางศิลปะสองชนิดเมื่อทั้งสองมาบรรจบกันในกาละ-เทศะที่ต่างกัน

พัฒนาการในแนวคิดจุดปะทะระหว่างรูปธรรมและนามธรรม เดินทางมาถึงผลงานในชุด On the Way สำหรับการเดินทางที่เราคงไม่ได้หมายถึงเพียงระยะทาง สถานที่ เพราะการเดินทางนั้นยังมีสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างเงื่อนไขทางเวลา ประสบการณ์ และสภาวะอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อ “ความเหมือนจริง” ทำงานเคียงข้างกับ “ความเป็นจริง” เป็นการสื่อสารกระตุ้นเตือนถึงข้อสังเกตุว่าในภาพเหมือนจริงก็มักจะมีความเป็นนามธรรมแอบซ่อนไว้ และในทางกลับกันภาพวาดนามธรรมก็ยังซ่อนแง่มุมของความเป็นจริง เป็นความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำ เวลา ประสบการณ์ ที่สมบูรณ์ หอมเทียนทองเคยมีต่อสถานที่เหล่านั้นด้วยเช่นกัน

“…A journey is a part of studying all creations and oneself

This motorcycle is my traveling friend that takes me to wherever I want…”

Somboon  Hormtienthong

On The Way : Somboon Hormtienthong

Chol Janepraphapan

After 24 years in Munich, Germany and now around 17 years more Soomboon Hormtienthong has moved and lives in his private residence by the Mekong River, amphoe Chiangkhan, Loei province. Chiangkhan is a serene little town but has never had an impact on stoping the creative thoughts of the artist. The solitude itself is the motivation for him to create more arts. There is something that tries to bring the artist towards the next door of interest in a procession of creating abstract arts. The abstract arts which overlaps on scenes of people’s simple lives. After Somboon returned from his journey with his beloved motorcycle, he has never clearly explained about the journey of whether he was looking for something or what was his goal for the journey.

So, when everything began from puzzles which led to a discovery of ideas about art gradually, especially at this moment Somboon has been working with a portrait painter in order to create what is called an “incidence point” for his admirers to see the process of his works transform into abstract arts. Normally, it is unusual for an abstract artist like Somboon to become interest in the science of grinding charcoal powder to make a portrait. However, this is all due to the purpose of portrait painters which is to draw as most similar to the original model honestly with out any additions and being paid for it. Therefore, this is how the idea of portrait painters and painters themselves have played an important role in Somboon’s work.

For the exhibition : On The Way, the artist gave his own scenery photos taken by himself during his 3-year journey on his motorcycle to portrait painters in order for them to draw portraits from these photos. After that Somboon also drew his own abstract arts and put each of his abstract art aside each portrait. His art is absolutely and obviously contains a glimpse of abstract arts. The drawings from charcoal powder which are parts of the artist’s work present viewers with the term that is called “realistic” but in fact there is no terms to explain the world of realism clearly. Perhaps if we use the term “truthful” instead, it may show “the role” of a-drawing-as-most-similar-to-the-original-model. For some of Somboon’s admirers who have been followed his works will understand the essence that the artist expresses implicitly and gradually. The “abstract” that has been hidden or overlaps with the realism is the nature of something that cannot be explained by languages. As if Somboon’s drawing is another drawing system which uses to communicate life and experiences of his own.

The intention of using co-creators which can be said that they are far away from being called “artists” and it is also interesting that the portrait painting is an intention that is out off an art context. This is whether because of the intention of being paid to draw, of their paintings not being exhibit, or of not having their own ideas which is called an “art concept”. Therefore, by ordinarily looking at the portrait paintings, ordinary viewers may talk about the painting’s value from its realism, the painter’s talent of using the colors white, grey and black, or the accuracy of the painting’s structure and proportion.

However, portrait paintings of portrait painters are categorize as an alternative talent rather than an aesthetic of contemporary art. For this exhibition, it is challenging when Somboon drew as a respond to the portrait using his memories, feelings, and experiences from places as his main ingredients. Therefore, when both works are put aside each other, it become a situation where drawings communicate and retaliate. This is somehow look like a comparison to the body and the soul which once was united as one.

The juxtaposition of the drawing leads to an interpret of the puzzle in the center of the two drawings. If we categorize the technique of drawing as one: in the world of art and two: not in the world of art, at last apart from “talent” what we called “intelligence” will be the one to judge which drawings is art. The heart of this exhibition is the process of “refer”. Everything originates with origins. It is certain that nothing originates from emptiness as same as a nature of the abstract art which has visual language that is build upon basic shapes, lines, colors, and weight with a different abridgment. The portrait itself is also need observation and relied on practicing all the time. In this situation, viewers will get to see the exchange of “concrete” and “abstract”. Both of them cannot live without one another. The center space that is created by the two: “concrete” and “abstract” communicates and then gives viewers different answers.

If viewers look roughly, they will see that some works contain only a few lines but if they look thoroughly the process of drawing of Somboon is complicated more than just drawing with a pencil back and forth on a paper. However, his works are not that bizarre that no one would be able to understand. All artists have their own different styles of drawing but only a few of them that understand the language of lines and able to express them and finally make them into an important work as Somboon has done.

A long journey of creation of a lifetime includes Somboon’s study with an artist Jang Saetang in Thailand and being a part of a German art community. Germany is the country where it has movements of art both in a form of strong ideas and in a form of extreme expressions. All of these have shaped Somboon’s perception about art. For him, his perception of art is that an artist still has the soul to search for along with the knowledge. Therefore, the center space between the abstract painting and the concrete painting is similar to a situation between the lines that cannot be said into any languages. However, if viewers study Somboon’s previous abstract works, it is obvious that aesthetic and ambitious join completely in his works.

Let us take you back to year 1995 which Somboon’s important work The Unheard Voice told the story of the souls of religious objects. The process of making was what Somboon prioritize first and also a part of his work. At that exhibition, viewers saw pillars were placed as readymade objects. But the thoroughly process, the using of time, the working with bunches of people in order to make those pillars transform into pieces of art were important as well and the artist himself had keep a journal of this situation precisely. Or another example of Somboon’s old work in 2013 which was called Raj Loesuang and The boy Somboon Hormtiengthong which he did with Raj Loesuang – a cartoonist who has had an impact and inspiration on Somboon’s childhood. This exhibition had also show a situation where two types of art retaliate with each other in different time and place.

The development of ideas of colliding point between concrete and abstract has made its way to his new work at this exhibition: On The Way. For a journey, it does not only contain distance or places because being a journey itself also has intangible parts such as conditions of time, experiences, and other several conditions. When “realism” works together with “truth”, it is a communication that urge us to observe that in a realistic painting usually contains abstract and vice versa. Therefore, Somboon’s abstract paintings also contain realism, thoughts, memories, time, and experiences that he has had with places as well.