Absurd Aesthetic

Solo Exhibition by Anon Pairot

14 Nov 2015 – 15 Jan 2016

สำหรับผมที่เติบโตในการทำงานศิลปะผ่านบทบาทนักออกแบบกับวัตถุต่างๆมากมายให้กับทุนนิยมและอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องเรียนรู้ผ่านวัสดุหลากหลายอย่าง โรงงานหลากหลายประเภท ที่สำคัญความสัมพันธ์ที่ได้พบปะกับนายทุนจนไปถึงช่างและชาวบ้านที่ไม่ได้มีฐานะมาก ทำให้เกิดความกว้างและลึกในมิติความสัมพันธ์นั้นๆ และความสัมพันธ์นั้นๆก็มักนำพาให้ผมเป็นนักผสมผสานระหว่างเรื่องไร้สาระและแก่นแท้ในบริบทบางอย่างเข้าด้วยกันอย่างเสมอ ซึ่งทำให้ผมพบว่าความสัมพันธ์นั้นก็จะมีค่าสัมประสิทธิบางอย่าง ที่จะทำให้การดำเนินชีวิตไปตามกระแสอะไรสักอย่างนั้นเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างสมดุล ซึ่งหนึ่งค่าสัมประสิทธิความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ว่านั้น ผมคิดว่า มันคือสุนทรียศาสตร์ความไร้สาระนี่แหละ ผมขอเรียกมันว่า “absurd aesthetic “

สุนทรียศาสตร์ความไร้สาระที่สมบูรณ์ มักต้องประกอบไปด้วยเจตน์จำนงค์ของการสะท้อนให้เห็นความจริงอะไรบางอย่าง เพื่อให้ความไร้สาระนั้นมีพลังที่สมบูรณ์แบบ ต่างจากความไร้สาระในระดับทั่วๆไปตรงที่ มีเจตนาไปสู่การสะท้อนภาพความงามของบางสิ่งบางอย่างที่ความจริงในปัจจุบันอาจก้าวผ่านไปไม่ถึง ภาพสะท้อนนั้นสร้างให้มนุษย์รู้สึกถึงอีกฝั่งของการควรมีสาระได้อย่างสร้างสรรค์

แน่นอนมันต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะนำเสนอความไร้สาระให้คนอื่นเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าความไร้สาระนั้น

การนำเสนอผลลัพท์ของการสูญเสียอาจทำให้เราเกิดความรักที่โรแมนติก เป็นกระจกของความมีสาระที่เราอาจบรรยายในโลกความจริงออกไปไม่ได้ สุนทรียภาพของความไร้สาระจึงเป็นวิถีของการมีสาระ ที่มีพลานุภาพและอิสรภาพในรูปแบบหนึ่งของมนุษย์

เมื่อย้อนค้นหาประวัติศาสตร์กลับไปไกลๆ แท้จริงแล้วสิ่งหนึ่งที่ มนุษย์คิดค้นขึ้นมาแต่ช้านาน ก็คือการทำเครื่องจักสานที่มีมาตั้งแต่สมัยโบรานตกาล ไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอน แต่ได้พบร่องรอยของเครื่องจักสานบนเครื่องปั้นดินเผา สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่า มนุษย์อาจจะสามารถทำเครื่องจักสานได้ ก่อนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยังทำต่อมาในสมัยประวัติศาสตร์ ผ่านมาจนถึงยุคปัจจุบัน

ในมุมมองสุนทรียศาสตร์แบบไร้สาระของผม ผมเปรียบเปรย สังคมมนุษย์ก็ไม่ได้ต่างจากงานจักสาน เราต่างมีความindividual. แต่ก็ยอมอยู่ภายใต้ระบบอะไรบางอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อก่อร่างบริบทรอบตัวให้เป็นรูปร่างอะไรสักอย่างขึ้นมากับคนอื่นๆ มาทับซ้อนความเป็นตัวเราเองกับสิ่งต่างๆให้เข้ามาเป็นตัวเรา และเปลี่ยนตัวเราให้เข้ากับสถานกานต์นั้นๆอยู่เสมอ

ผลงานความไร้สาระของผมนี้ คือการพยายามนำเสนอภาพความจริงบางอย่างที่ถูกทับซ้อนและปกปิดไว้ด้วยความเชยและความซื่อบื่อที่ผมมี การทำลายล้างภาพความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆทิ้งและประกอบร่างมันขึ้นมาใหม่ในวิถีของการออกแบบ ผมใช้หัตถกรรมที่แสนล้าหลัง มานำเสนอการเปลี่ยนแปลงและการเติบโตของโลกทุนนิยมที่เราต่างหลงวนอยู่กับมันอยู่ในตอนนี้ หัตถกรรมที่มักผิดพลาด คลาดเคลื่อนนั้นอาจจะดูผิดในมุมมองอุตสาหกรรมของโลกทุนนิยมทุกวันนี้ ในทางตรงกันความerrorนี้ต่างหากที่แสดงให้เห็นถึง คุณค่าในการเป็นมนุษย์มากกว่าความพยายามสมบูรณ์แบบของเครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่

งานศิลปะที่อานนท์ทำในครั้งนี้ก็เป็นเสมือนการประกอบร่างใหม่ของความเป็นมนุษย์ในโลกความจริงที่แสนคลุมเครือทุกวันนี้ การเบรอความจริงสู่ความไม่ชัดเจนจึงเป็นการสร้างพื้นที่อิสรภาพทางความคิดของตัวผมเองกับผู้ชมงานให้รู้ถึงรายละเอียดบางอย่างที่ถูกตัดแยกและประกอบใหม่

การรับรู้งานหัตถกรรมด้วยประสบการณ์เดิมๆที่เราเคยชินจึงเป็นสิ่งที่ผมนำกลับทำงานศิลปะครั้งนี้

การทับซ้อนกับของภาพบางภาพอาจทำให้เรามองไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องใดเรื่อง แต่ชัดเจนอย่างยิ่งในโลกเราที่มันแสนคลุมเครือ

As I am who has been working with art. As a designer who has been working with many objects to respond capitalism and industrial world, I have been through several materials, diverse factories and various relationships. Meeting and conversing with people from investor to local technician to local people, i experience wider dimension of relationships which are even more profoundly complex. And all those relationships make me capable of mixing an absurd stuff with a core of area’s context together harmoniously. Consequently, this mixture often leads me to an coefficient of those relationship which make people live divisibly through trend and social value. As a result, i would name this coefficient as ” absurd aesthetic “

 

A question is when is it to call any state as ” absurd aesthetic “. The answer is an ideal absurd aesthetic has to contain an intention to reflect some reality so it empowers itself in order to become unique unlike other normal absurdity. Intimately, this kind of aesthetic intends to reflect beauty that a present reality cannot yet achieve. As a result, the reflection makes people feel the opposite feeling to “absurd” and express their inside absurdity to others creatively and even make others believe in it ;surely, they have been brave enough to achieve this. For instance, expressing a depressed lost may result in ending up having the most romantic love. Because of this, the “absurd aesthetic” becomes a mirror to reflect our inside creativity, which cannot be expressed in reality. Thereby, the “absurd aesthetic” is one of the way to be creative powerfully and freely.

Looking back to ancient history, one of equipment that human invented long ago is “basketwork”. Although a literary evidence don’t exactly exist, this equipment has been passing through many generations to today.

 

According to my absurd aesthetic, human society is not different from the basketwork ;as everyone has their own individual personality as each detail of the basketwork. Even so, human still allow some context of the society to infringe and even connect to their own individuality. Consequently, human’s individuality and that connection overlaps each other repeatedly as it exchanges something to one another in each circumstance.

 

My pieces of absurdity act in place of the intention to express my inner reality which has long been concealed and overlapped by my out-of-style naive. Devastating memories and aged experiences then recreate them once again through my individual design, i choose the antiquated basketwork to explain a change and a growth of capitalism world which we all be infatuated with these day. Some errors and deviations that remain among each piece of basketwork may seem to be incorrect. On the other hand, it indicates valuable value of being imperfect as a human handicraft ;rather than being perfect as a product produced by high technological machine.

Anon’s pieces of art act as an re-embodiment of human being in this world of ambiguity. Blurring some part of reality, there is an independent space for me and audience to sense the details that had been disembodied and re-embodied once again.

Sensing the imperfect detail via our familiar five senses is the method that i bring back to create these pieces of art.

Overlaps of pictures result in some ambiguous realities while it is so unambiguously that we are live in the world of ambiguity.