The Positivity Scrolls

by Pairoj Pichetmetakul

13 Jan – 10 Feb 2018

ฉันได้รู้จัก ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล หรือ ชื่อเล่นว่า ป๊อก ศิลปินจบใหม่จากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและ ภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  ในงานประชุมของกลุ่มศิลปินไทยในนิวยอร์ค ในตอนนั้นป๊อกได้ตัดสินใจ มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ไม่นาน ป๊อกเล่าว่าสาเหตุที่เขาได้ตัดสินใจมาที่นิวยอร์ค ก็เพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้านศิลปะ และหาประสบการณ์ รวมทั้งแรงบันดาลใจใหม่ๆ  

 

หลังจากที่รู้จักกับป๊อกในวันนั้น เราก็สนิทและพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานศิลปะ อีกทั้งได้มีโอกาส ทำงานร่วมกันอยู่เสมอ งานในช่วงแรกๆ ของป๊อกที่ฉันได้เห็น ส่วนใหญ่เป็นงานภาพเหมือนของบุคคลที่เน้น ความเหมือนจริง และบางครั้งจะแสดงพื้นผิวของโลหะ หลังจากนั้นป๊อกก็เริ่มหันมาสนใจและทดลองงาน ในรูปแบบต่างๆ โดยยังคงมีผู้คนกับสิ่งที่พบเจอในชีวิตประจำวันเป็นองค์ประกอบในงานอยู่เสมอ ป๊อกได้แสดงงานกับกลุ่มศิลปินไทยและนิวยอร์คอย่างต่อเนื่อง และได้แสดงงานเดี่ยวครั้งแรกที่ Roger Smith Art Project  ในปี 2013 

 

ในปี 2013  ป๊อกได้บอกกับฉันว่าเขาจะย้ายไปอยู่เมือง ซานฟรานซิสโก เพื่อศึกษาต่อ ซึ่งฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี และน่าจะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับป๊อกทั้งในการใช้ชีวิตและการทำงานศิลปะ  ป๊อกได้ติดต่อฉันบอกเล่า สิ่งต่างๆ และประสบการณ์ที่ได้พบเจออยู่เสมอ ป๊อกเล่าให้ฟังว่า การใช้ชีวิตของเขาในซานฟรานซิสโก ทำให้ เขาอยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านจากมหาวิทยาลัยค่อนข้างไกล ทำให้เขาเห็นสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว เขาเห็นว่าในเมืองนั้นมีผู้คนไร้บ้านมากมาย และเขาเริ่มต้นที่อยากจะวาดชีวิตของพวกเขาเหล่านั้น และจากการที่เข้าไปพูดคุยเพื่อขออนุญาติวาดภาพของพวกเขานั้น ป๊อกก็ได้ค่อยๆเริ่มพูดคุย ถามที่มาของการมาอยู่ที่เมืองนี้และสาเหตุของการเป็นคนไร้บ้าน ได้ศึกษา เรียนรู้ชีวิต และเข้าใจความรู้สึก ของคนไร้บ้านที่มีหลากหลายรูปแบบ ฉันสังเกตว่าไม่เพียงทำให้งานของป๊อกเกิดอารมณ์ความรู้สึกและ ความน่าสนใจของฝีแปรงที่มั่นใจและฉับไว เนื่องจากการใช้เวลาที่จำกัดเท่านั้น ความคิด มุมมองชีวิต และทัศนคติของป๊อกยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งฉันคิดว่าช่วงนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของป๊อกเลยทีเดียว 

 

จากนั้นประมาณ 1 ปี ป๊อกบอกกับฉันว่า เขารู้สึกอิ่มตัวกับการใช้ชีวิตในซานฟรานซิสโกแล้ว จึงได้กลับมาอยู่ที่ นิวยอร์ค ป๊อกได้นำแนวความคิดในการเขียนผู้คนตามท้องถนน ทั้งคนไร้บ้านและคนที่ประกอบอาชีพตาม ท้องถนน และสถานีรถไฟฟ้า โดยเขียนบนกระดาษม้วนใหญ่ที่เขาหอบไปตามที่ต่างๆ และสมุดสเก็ต บางครั้ง ป๊อกชอบชักชวนเพื่อนๆ ที่รู้จัก และเพื่อนๆ ในโซเซียลมีเดียออกมาเขียนรูปร่วมกัน จนเกิดมีความคิดช่วย คนไร้บ้านให้มีเงินเพิ่มมากขึ้นโดยการเขียนรูปขนาดใหญ่เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหันมาหยุดดูและอยาก บริจาคเงิน ป๊อกได้ตั้งชื่อโครงการของตัวเองนี้ว่า “ The Positivity Scrolls ” หรือ “ม้วนกระดาษแห่งความหวัง” 

ในที่สุดงานโครงการของป๊อกก็เป็นที่สนใจ จนได้แสดงงานร่วมกับ The Bowery Mission ที่ project space ของ The New Museum จากนั้นป๊อกก็ทำโครงการนี้อย่างต่อเนื่องและยังหาโอกาศร่วมกิจกรรมที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม อยู่เสมอ 

 

เนื่องจากฉันและป๊อกสนิทกันจนเสมือนพี่น้อง เมื่อทราบว่าป๊อกจะแสดงงานเดี่ยวที่ นำทองแกลอรี่ ฉันจึงรู้สึก ดีใจกับป๊อกอย่างมาก และฉันดีใจที่คนไทยจะได้มีโอกาศชมงานของป๊อก และได้เห็นเรื่องราวชีวิตของผู้คน ที่อาจแตกต่างจากชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ยากไร้ในเมืองไทย และหวังว่าผู้ชมคงเห็นในสิ่งที่ป๊อกอยาก ถ่ายทอดให้กับทุกคนผ่านงานเขียนของเขา คือไม่ว่าคนเราจะอยู่ในสถานการ์ณที่เลวร้ายเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้ คนเราสามารถดำเนินชีวิต และต่อสู้กับอุปสรรคไปได้ คือความหวัง ฉันขออวยพรให้งานแสดงเดี่ยวของป๊อก ครั้งนี้ประสบความสำเร็จสมกับความตั้งใจและความพยายามของป๊อก 

 

ศิริกุล ปัตตะโชติ 

The first time I met Pairoj Pichetmetakul or Pok was at a gathering of Thai Artists in New York when he had just graduated from the Faculty of Painting Sculpture and Graphic Arts, Silpakorn University. It wasn’t long since Pok decided to move to New York City with intention to explore more about the arts and gain more experiences as well as new inspirations. 

 

After that day, we became close and meet regularly to exchange ideas on the arts; also, we often have chances to collaborate. The first period of his works I had acquainted were mostly portraits in realism style, and sometimes showing metal surfaces. Pok later turned his interest to experimenting different styles although maintaining people and objects he encountered in everyday life as part of his works. He has continuously participated in group exhibitions with other Thai artists in NYC and his first solo exhibition was organised in 2013 at the Roger Smith Art Project. 

 

In 2013, Pok told me he was moving to San Francisco to continue his study; I thought it was a good idea since it could bring new inspirations on both his life and work. We kept in touch and he had been sharing with me experiences and stories he often encountered. In San Francisco, he said he lived mostly by himself. The long walks home from his university allowed him to observe what was going on in his surroundings. He began to notice that the city has so many homeless people; thus began the idea of painting those people’s lives. Approaching to ask for permission to paint their portraits, Pok talked to them on reasons why they ended up there in the city and how they had become homeless; It was the chance for Pok to learn and understand about diverse lives and emotions of homelessness. I noticed that his work started to display more emotions; Also, I found it interesting that the confident and swift brushstrokes he used appear to be a consequence of limited time (in his painting sessions on the streets). Not only changes in his works, I noticed that his idea, attitude on life, and his outlook were transforming as well. I think it was a significant turning point for Pok. 

 

Around one year later, Pok had enough of living in San Francisco and so he moved back to New York City. He brought with him the idea to draw people he encounters on the streets and metro stations — the homeless and those in various professions. Drawing and painting on large paper scrolls and sketchbooks he carried around; sometimes Pok invited his friends and acquaintances he knew from social media to join his painting sessions. Next, he had the idea to help homeless people raise more donation by painting large scale portraits (of them) so as to attract attentions of passers-by who might stop to watch and perhaps want to donate some money. Pok named this project “The Positivity Scrolls”. Finally, it was picking up steam and was exhibited in the project space of The New Museum in collaboration with the Bowery Mission (a nonprofit helping homeless in the Lower East Side of Manhattan). Pok keeps on with the project and constantly seeking chances to join activities that benefit common interest. 

 

Since we are like family, when I hear that Pok is going to have a solo exhibition at Numthong Gallery, I am very happy for him. At the same time, I am glad that this will be an opportunity for Thai people to see his work, to see stories of lives from the streets which may differ from those of the impoverished in Thailand.  I also hope the audience will see the message Pok wants to convey through his paintings; That however bad the situation we fall into, hope is what help us push on with life despite obstacles. Finally, I wish this solo exhibition by Pok a great success apt to his intent and endeavour. 

 

Sirikul Pattachote