(For English please scroll down)

สำ(ห)รับหนึ่งมื้อและอีกครึ่งหนึ่งสำหรับศิลปะร่วมสมัย

ชล เจนประภาพันธ์ / 2017

 

ทุกครั้งที่เรามองไปในมื้ออาหารแต่ละมื้อเราจะพบเรื่องเล่ามากมายสะท้อนสถานภาพของผู้รับประทานอาหารในมือนั้นๆ มากกว่านั้นยังบ่งบอกถึงสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การดำรงชีวิต ความเป็นมาของท้องถิ่น รวมไปถึงสภาพอากาศและสภาพภูมิศาสตร์ แต่เมื่อพูดถึงการเสพงานศิลปะในทุกๆ วันที่เราดูข่าวจากโทรทัศน์ หรือโซเชียลมีเดีย บ่อยครั้งที่ศิลปินหลายคน พยายามวิพากษ์ถึงทุนนิยมหรือบริโภคนิยมด้วยท่าทีที่ต่อต้าน ไม่เห็นด้วย ศิลปินบางคนมองว่าโลกศิลปะเป็นพื้นที่ของคุณธรรมบางชนิดที่ควรจะร่วมดูแลรักษาให้โลกดีขึ้นหรือเป็นสื่อที่ใช้ยกระดับจิตใจผู้คน กระนั้นศิลปะก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้ชมหลายคนยัง “กินไม่ลง” ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ในขณะที่ภาพความเป็นจริงศิลปะร่วมสมัย ผูกพันกับกระแสบริโภคนิยมมาอย่างยาวนานและแนบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ ซึ่ง “ความแนบเนียน” ของดำรงอยู่ นี่เองกำลังสะท้อนผ่านผลงานหลายๆ ชิ้นของสุรเจต ทองเจือ ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ในโลกศิลปะร่วมสมัยและโลกความเป็น จริงที่ขาดแคลนแร้นแค้นไม่ต่างกัน

ความย้อนแย้งในโครงสร้างทางเศรษฐกิจของศิลปะประเทศนี้ยังคงดำรงอยู่ ขณะที่ผู้คนมองว่าศิลปะเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย กินไม่ได้ เกินความจำเป็น แต่เราหลายคนพยามบอกว่าศิลปะเป็นสิ่งกล่อมเกลาจิตใจ มีความหมายมากมายสำหรับชีวิต ในขณะที่หลายคนรู้ว่าศิลปะนั้นมีมูลค่า แต่ก็มักจะไม่ให้ราคาในฐานะผลผลิตจากภูมิปัญญามนุษย์ เนื้อหาที่กำลังพูดผ่านผลงานของสุรเจตกำลังสะท้อนความสับสนด้านสุนทรียภาพแบบโลกที่สามอย่างน่าคิด เมื่อการดำรงอยู่ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ราวกับว่า “การประทังชีวิต” ในแบบศิลปินนั้นซับซ้อน เข้าใจยากเสียยิ่งกว่าสุภาษิตที่ชอบพูดกันว่า “กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน”

การกินอาหารประทังชีพเพื่อทำงานศิลปะ และการบริโภคศิลปะเพื่อดำรงชีวิต สองสิ่งที่ยังคงเป็นการเมืองชั่วนิรันดร์ สุรเจตจงใจนำเสนอประเด็นสำคัญผ่านวิถีการกินของคนหาเช้ากินค่ำ รูปลักษณ์ของข้าวกล่องโฟม ถาดหลุม ภาชนะของอาหารราคาถูก วิถีการบริโภคที่เร่งรีบ เน้นความสะดวกสบาย บางครั้งไม่ว่าจะยากดีมีจน เราก็ต่างมีประสบการณ์ในการกินอาหารจากภาชนะรสนิยมสาธารณ์ (kitsch) ความรู้สึกที่เราเคยมีร่วมกัน รสมือของพ่อครัวแม่ครัวนิรนามที่เราต่างเคยกินด้วยกัน วัฒนธรรมอาหารบ่งบอกได้ถึงชนชั้นวรรณะ และในขณะเดียวกันอาหารสามารถส่งอิทธิพลทั้งจากบนลงล่าง และล่างขึ้นบน เพราะไม่ใช่เพียงแต่อาหารชาววัง หรือของกินในตำรับชนชั้นสูงเท่านั้นที่ได้รับความนิยมสู่สาธารณะ แต่ยังมีอาหารมากมายที่ถูกคิดค้นผ่านข้อ จำกัดและความยากจนได้รับความนิยมเช่นกัน

วัฒนธรรมการกินได้แลกเปลี่ยนและก้าวข้ามระบบวรรณะในบางโอกาส การกินเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วย การเมืองซ้อนทับอยู่เสมอ เช่น เหตุการณ์ของเด็กชายชาวไนจีเรียที่กำลังถูกปล่อยให้อดตายหลังจาก ที่ชาวบ้านเชื่อว่าเขาเป็นพ่อมด  ภาพสะท้อนความอดอยากและความซับซ้อนทางสังคมได้ถูกแชร์ อย่างแพร่หลายจากกลุ่มบุคคลที่อยู่ในฐานะเพื่อนร่วมโลก และถูกบันทึกเป็นหนึ่งในจิตรกรรมสามชิ้นของสุรเจตในชื่อ Beyond the belief นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรม Beyond the flaw และ Beyond the duty ที่ยังว่าด้วยรสชาติของการแบ่งปันใน เหตุการณ์ที่เป็นกระแสจากสื่อที่ผู้ชมไม่ต้องจินตนาการเลยว่ารสชาติอาหารที่ถูกป้อนเข้าปากของบุคคลในภาพเหล่านี้มีรสชาติอย่างไร

ประเด็นเหล่านี้ชวนให้นึกถึงบรรยากาศของศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) หรือที่เรียกอีกอย่างว่าศิลปะอวอง-การ์ด (avant-garde) ที่เป็นกระแสในตะวันตกช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อศิลปะได้กลายเป็นสิ่งที่ถูกดัดแปลงให้เข้าถึงได้ง่าย เข้าใจได้เร็วและสร้างความนิยมอย่างทั่วถึง วัฒนธรรมแห่งการบริโภคจึงเป็นเนื้อหา หลักอันหนึ่งที่ถูกพูดถึงในวงกว้างของยุคสมัยใหม่ แต่กระนั้นการบริโภคก็คงไม่ได้มีแต่ด้านของความรื่นรมย์เสมอไป และหากวัดด้วยความสนใจของมวลชน บางทีการไม่มีจะบริโภคอาจได้รับความสนใจจากสังคมไม่แพ้การมี บริโภคอย่างล้นเหลือ คงเป็นตลกร้ายถ้าความอดอยากจะกลายเป็นภาพป๊อบปูล่าในโลกที่เราเสพโศกผ่านโซเชียลมีเดีย ได้ทุกๆ นาที

ความรู้สึกร่วมแบบสาธารณะเช่นนี้เองที่เราจะพบผ่านอุปมาในผลงานของศิลปิน ตั้งแต่สุรเจตเริ่มนำบรรยากาศ ทางสังคมหลายๆ แบบมาเสนอผ่านงานศิลปะ ด้วยมุมมองเรื่องวิกฤตการณ์ในฐานะสิ่งที่สัมพันธ์กับ “ทรัพยากร” ไม่ว่าจะทั้งในความขาดแคลน และการช่วงชิง วิกฤตการณ์ไม่ได้มาในรูปแบบของภัยขนาดใหญ่ที่มองเห็นด้วยตาเสมอไป บางครั้งมันซุกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิต ความเชื่อ การอยู่อาศัย การหลับนอน การกิน การสื่อสาร แต่สิ่งที่น่าสนใจ มากไปกว่านั้นคือผลงานของสุรเจตตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พูดถึงโลกคู่ขนานระหว่างวงการศิลปะและการดำรงชีวิตในความเป็นจริง นิทรรศการครั้งนี้จึงว่าด้วยเรื่องของการ “กิน” ที่มากกว่าเพื่อการดำรงชีพ การกินได้กลายเป็นกิจกรรมที่ สะท้อนปัญหาโครงสร้างอย่างมากมาย ถาดหลุมเซรามิกอันว่างเปล่าถูกบรรจุด้วยถ้อยคำสั้นๆ จากบันทึกประจำวัน ในผลงานเซรามิกชุด For one Meal ที่ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่าสามปี เป็นมื้ออาหารที่ใช้ความอดทน เป็นวัตถุดิบและปรุงรสชาติด้วยทักษะของการเอาตัวรอด ถาดหลุมอ้างอิงประสบการณ์การกินอาหารที่เลือกไม่ได้ การควบคุมคุณภาพและปริมาณถูกแบ่งสันปันส่วน สำหรับอาหารหนึ่งมือบางครั้งมันอัดอั้นไปด้วยความคาดหวัง ชีวิตที่ต้องจัดการวางแผน ความรับผิดชอบ ชัดเจนว่าการกินไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อประทังชีพ ในทุกๆ มื้ออาหาร รสชาติก็ยังเป็นสุนทรียภาพแม้จะเจือปนไปด้วยความขมขื่นเพียงใด

ในขณะที่ผลงาน Untitled กล่องโฟมที่คุ้นเคยถูกผลิตขึ้นด้วยเทคนิคการแกะสลักหินอ่อนสีขาวจนแยกแทบไม่ออก จากที่เราเคยคุ้นชิน ราวกับอนุสรณ์ของภาชนะแห่งยุคสมัยที่ไม่มีวันสูญสลายไปทั้งกายภาพและในความทรงจำ แม้แต่ในฐานะงานศิลปะมันจะผลิตขึ้นเท่าไหร่ก็ได้ไม่มีใครมาคอยสนใจว่ามันจะมีต้นแบบ มีของแท้ (original) หรือไม่ วัฒนธรรมบริโภคในแบบที่สุรเจตกำลังนำเสนอนั้นน่าสนใจเมื่อมันได้เป็นระบบที่ท้าทายชนชั้นต่างๆ ข้อความที่ถูกบันทึกให้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานบ่งบอกได้ดีว่านี่ไม่ใช่วิถีชีวิตของคนมีอันจะกิน แต่นี่คือถ้อยความจากศิลปะป๊อบในสไตล์โลกที่สามว่าการเอาตัวรอดในโลกความเป็นจริงและในโลกศิลปะต้องอาศัยทักษะที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

สงสัยว่าความอดอยากทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกศิลปะก็ยังเป็นสิ่งที่ขื่นขมและงดงามเช่นนี้ร่ำไป รสนิยมสาธารณ์ แม้จะถูกมองว่าเป็นวิกฤตที่กระทบกระเทียบกับการเกิดขึ้นและบ่มเพาะชนชั้นกลางมากที่สุด แต่ความพยายามที่จะผลิตสุนทรียภาพสำหรับคนหมู่มาก พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยในทุกวันนี้เราอาจจะมาถึงจุดที่ สามารถชักชวนให้ผู้ชมร่วมพิจารณากล่องโฟมใส่อาหารที่เป็นรสนิยมอันเลวร้ายทั้งในด้านการดำรงชีพ ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันสุนทรียภาพของมันก็มีมากพอที่จะทำให้ เรายอมกินข้าวจากภาชนะแบบนี้ หรือถาดหลุมที่ชวนให้เรานึกถึงวันเวลาที่การกินถูกจำกัดด้วยชนิดและปริมาณของการกิน กล่าวอย่างเรียบง่าย นิทรรศการ For one Meal ได้กลายเป็นพื้นที่ปลายทางของโลกความเป็นจริงที่แสดงออก ผ่านภาชนะคุ้นชิน หวังว่า สุรเจต ทองเจือ จะเปลี่ยนให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวัตถุที่ดีพอที่เราจะไม่ต้อง ใช้งานมันอีกต่อไปในโลกศิลปะ

 


 

 

 

For one meal and the other half for Contemporary Art

Chol Janepraphaphan / 2017

 

Every time we look at each single meal, we see lots of stories and status reflected from those who were having them, moreover, the social, economic, and cultural status, way of living, local origin, as well as weather and geography are also presented. However, when it comes to art consumption from every day by watching television or social media, usually some artists tried criticizing capitalism and consumerism with negative attitude and disagreement. Some artists see the world of art as the space for some moral which can heal the world to be better, or as the media to uplift people’s moral. However, art is something some people just “could not consume” for some reasons, whereas in reality, contemporary art is harmoniously related to consumerism for long time. This “harmony” of existence was reflecting in Surajate Tongchua’s artworks, as the young blood artist of contemporary art world and real world which are both filled with poverty.

Contradiction in economic structure of art in this country stills exist. While people think that art is extravagant, inedible, and unnecessary, on the other hand, art was not assumed as the outcome from human intelligence. The message, that was communicated by Surajate’ artworks, is critically reflecting the aesthetic confusion in third world perspective. The living of young blood artist is never be easy as if “struggling to survive” for the artist is too complicated and difficult to understand over the proverb “eat to live, not live to eat”.

The two eternal politic that still remain are eating just for creating artwork and consuming art for living. Surajate intended to present the significant idea by blue-collar worker’s way of living, i.e. polystyrene foam lunch box, lunch tray, cheap food container, or rushing consumption that focus only on comfort. Sometimes even in bad or good time, we all experienced eating from food container in kitsch style, the feeling we share or the taste of unanimous cook we all experienced are the same. Food culture implies the social class as well as influence upper social class to lower or vice versa. Not only the food from royal Thai cuisine that is popular among public, but also the food created from limitation and poverty as well.

Eating culture was exchanged and transcended the social class sometimes and eating is the activity that usually filled and overlaid by politic such as the Nigerian boy that was left starving till death just because people in his village believed that he is a wizard, the reflection of famine and social complication was shared among public as world mates and was recorded as one of three paintings of Surajate as “Beyond the belief”. Besides, there are two paintings named “Beyond the flaw” and “Beyond the duty” that consist the taste of sharing of the situation which are media’s stream that the audience does not have to imagine what the taste of food, which were fed into the mouth of people in the painting, will be like.

This kind of issue reminded us the feel of Modern Art or Avant-garde which was popular in 20th century in the West. The art was turned into something that is easy to perceive or understand and becomes popular thoroughly. Consumption culture, therefore, is one of the key contents that was discussed widely in present days, however the consumption may not consist only the positive side, and if it can be measured by the media’s attention, the state of starvation may catch the attention from society as well as the state of over-consumption. It would be a bad joke if the starvation becomes popular in the world that we can experience grief through social media in any minutes.

We will experience this shared public empathy in metaphor in artist’s artwork. Since Surajate began to bring the various social circumstance to be presented in his artwork, with the viewpoint of crisis as something related to “resources” even in terms of shortage or snatch, the crisis not always comes in form of great disaster that is visible. Sometimes it was hidden in way of living, belief, habitation, sleep, eating, and communication, what is more interesting is that the parallel world of art and living in reality was communicated through Surajate’s artwork during the past. This upcoming exhibition then relates to “eating” issue which is more than just eating for living. Eating has become the activity that greatly reflected the problem on structure. The empty ceramic lunch tray was filled with short message from diary, For one Meal, the ceramic artworks which Surajate spent over three years to create, is the meal made by patience as raw material and seasoned by survival skill. The lunch tray referred to the experience of eating with no choices of food, and quality and quantity control was divided. Sometimes one meal is full of expectation like the fact that living a life requires planning and responsibility. It is clear that eating is not just for living, in every single meal the taste of food stills be pleasure even it consists of bitter as well.

Untitled, the artwork of polystyrene foam lunch box shape that was actually produced by the carving technique of white marble that is too similar to be identified from the origin, like the memorial of vessel of the era that has never been destroyed even physically or memorably. Even in the term of artwork, it can be re-created several times by no one is interested if it is the genuine or original. The consumption culture that Surajate is presenting is interesting that it becomes the challenging system for people in various social classes. The message that was recorded as a part of artwork clearly clarified that this is not the way of living of upper social class, on the other hand, this is the message from pop art in third world style which is about surviving in real world and world of art that both require same level of skills.

It stills be question if the starvation in real world and world of art is always bitter and sweet. Even the kitsch style which is seen as the crisis that ironically effects the middle social class the most, the attempt to create the aesthetics for public stills remain. The space for contemporary art in these days can be the state that we can invite the audience to experience the polystyrene foam lunch box, which considered as low taste for living and environmental effects, however, at the same time the aesthetics of it is great enough so that we can eat from that kind of vessel, or the lunch tray that reminded us the time that eating is limited with types and quantity of food. Simply stated, For one Meal exhibition becomes the final space for real world which is presented through the familiar vessel. We hope that Surajate Tongchua will transform these stuffs to be good enough so that we do not have to use them again in the world of art.