Siamese Freaks! 

A modern courtyard of miracles

by Tawan Wattuya

10 November – 1 December 2007

คนสยาม แปลกประหลาด ! สนามหน้าบ้านแห่งปาฏิหาร์ย์สมัยใหม่

มีรตีย์ ตีเบย์แร็ง 

    “สนามหน้าบ้านแห่งปาฏิหารย์” เป็นคำแปลดิบๆของศัพท์ฝรั่งเศสคำว่า Cour des miracles ซึ่งปรากฎในสมัยกลาง กล่าวถึงเขตสกปรกเขตหนึ่งในนครปารีส ที่เต็มไปด้วยหัวขโมย ขอทาน และคนประหลาด มันถูกเรียกเช่นนั้นเพราะ ความเจ็บป่วย (บางทีก็ไม่ป่วยจริง) ที่ติดตัวอยู่กับขอทานซึ่งจะอันตรธานหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจทันทีที่พวกเขากลับถึงย่านนั้นในเวลากลางคืน ชุมชนสัตว์ประหลาดถูกจัดตั้ง แสดงตัวและมีอันตรายมากขึ้น จนต่อมาถูกกองกำลังแห่งราชสำนักบุกมากำจัดจนสิ้นซาก

    ภาพเหมือนของตะวัน จงใจเสียดสี “คนไทยผู้ได้รับความนิยม” กับ “สนามหน้าบ้านแห่งปาฎิหารย์สมัยใหม่”  ปรากฎให้เห็นในรูปของแฝดสยามที่ดูเหมือนอสูรกาย โดยจัดวางในแสงไฟที่แตกต่างกัน เขายินยอมให้ผู้สังเกตการณ์ ได้เปลี่ยนทัศนคติ  ในสังคมที่ไม่ธรรมดา เกิดแนวโน้มแห่งลัทธิปฏิบัติตามกัน ผ่านทางสื่อ นักการเมืองที่ผันแปรไปมาอย่างน่าขัน เช่นเดียวกับนักร้องยอดนิยมในทีวี หรือแม้แต่ดาราหนังโป๊ไร้ชื่อ เขาเปิดเผยว่า พลังที่พลิกผันของสื่อ ในวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมากมาย ที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ได้รับประสบการณ์ขั้นที่ 2 หรือ 3 ผ่านจอทีวี สื่อสิ่งพิมพ์และอินเตอร์เน็ท ภาพลักษณ์ ซึ่งกลายมาเป็นเรื่องน่าเบื่อและกระจัดกระจาย โดยการทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    ในนิทรรศการปัจจุบันของตะวัน บอกให้เรารู้ถึงความหลงใหลของเขาที่มีต่อความรุนแรง การเมืองและเรื่องทางเพศ เขาถูกจับตามองในฐานะคนรุ่นใหม่ของกลุ่มจิตรกรร่วมสมัย เช่นเดียวกับ เจนนี่ ซาวิลล์, อลิซาเบ็ธ เพย์ตัน หรือลุค ตุยแมนส์ ซึ่งทั้งหมดนี้ มีบทบาทอยู่ในฐานะตัวการสำคัญของคนรุ่นใหม่แห่งกลุ่มจิตรกรที่นิยมการอุปมาอุปไมย ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมอย่างต่อเนื่องตามช่วงเวลาเมื่อพวกเขาเชื่อกันว่า ความสัมพันธ์ได้สูญหายไปจากสื่อกลางแล้ว ในสภาพแวดล้อมแห่งการเป็นยุคเสพข้อมูลใหม่ ศิลปินหลายคนรู้สึกว่า ภาพจิตรกรรมถูกอนุรักษ์ให้อยู่ในรูปแบบการแสดงออกทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายของประสบการณ์ร่วมสมัย สำหรับตะวัน ณ ที่นี่ เวลานี้ คือการแสดงแถลงการณ์โต้ตอบรูปแบบการอุปมาอุปไมยในแบบอื่น

    ผลงานของตะวัน ยั่วยุในทุกความรู้สึก เขายั่วล้อการจับผิดโดยนำเอาดารายอดนิยมที่จับต้องไม่ได้และนักการเมืองทั้งหลาย มาบิดเบือน แล้วตั้งคำถามกับขอบเขตระหว่างภาพอิโรติคกับภาพโป๊ เช่นเดียวกับศิลปินที่ต้องดิ้นรนส่วนใหญ่ ตั้งแต่สมัยเรอเนสซองส์เป็นต้นมา เขาถูกดึงดูดโดยด้วยข้อจำกัดที่จัดตั้งโดยพลังแบบแผนทางสถาบัน และเมื่อเขาเข้าใกล้มันมากขึ้น สิ่งล่อลวงใจที่มีอยู่อย่างมากมายก็ทำให้เขาฝ่าฟันข้อจำกัดนั้นไปได้ ด้วยการเลือกแฝดสยาม เป็นภาพตัวแทนในนิทรรศการชุดนี้ ตะวันต้องการถากถางภาพลักษณ์จอมปลอมที่ประเทศไทย ชอบโชว์ ให้โลกได้รับรู้พอๆกับที่โชว์ให้คนในประเทศเอง ทุกสังคมสร้างด้านมืดของตัวเอง การเพิ่มขึ้นของด้านมืดขึ้นอยู่กับสิ่งต้องห้ามต่างๆที่สังคมกำหนดขึ้น ทุกชุมชนต้องการคุณค่าทางศีลธรรม แต่คุณค่าเหล่านี้ต้องพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปร่วมกับจิตใจของผู้คนและโลก คนส่วนใหญ่ต้องยอมรับและเข้าใจในหลักจริยธรรมของสังคม หากเกิดความไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน ระหว่างกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมของสังคมขึ้นกับพฤติกรรมปรกติของคนในชุมชม ก็จะกลายเป็นหนังตลกที่สังคมใช้เล่นหลอกตัวเองและทำให้ผู้คนรู้สึกป่วย

Siamese Freaks! A modern courtyard of miracles

Myrtille Tibayrenc

Courtyard of miracles” is a raw translation of the French term “Cour des miracles”, which was in the middle ages Paris a filthy district gathering thieves, beggars and abnormal people. It was called so because the infirmities (often false) of the beggars magically disappeared as they came back to their quarter in the night time. This monstrous community had got organized and represented an increasing danger which was eradicated by the royal power.

Tawan’s satiric portraits of the “popular Thai people” ranges them in a “modern courtyard of miracles”, appearing like monstrous Siamese twins. By putting them in a different spotlight, he permits the observer to change his point of view, in a society that is quite remarkable for its tendency to conformism through the media. Ironically ranging political men at the same level as TV pop stars, or even anonymous porn actors, he reveals the “inversed” power of the media, in a culture glutted with information, where most people experience things at second or third hand through TV, print and internet, through images that become banal and disassociated by being repeated again and again.

In this present exhibition Tawan reveals his own fascination of violence, politics and sexuality. He could be seen as part of a new generation of contemporary painters, such as Jenny Saville, Elizabeth Peyton or Luc Tuymans, who all stand as key figures of a new generation of figurative painters who have continued to paint during a time when many believed the medium had lost its relevance. In the context of the new information age, many artists felt that painting was a deeply conservative form of expression which did not match the heterogeneous nature of contemporary experience. Tawan consciously sees the act of painting nowadays as a halt to the other forms of imagery.

Tawan’s work is provocative in all senses. He tickles censor by distorting unreachable stars and politicians, and questions the limit between erotic and pornographic images. As most engaged artists since the renaissance, he is attracted by the authorized limit set by the power in place, and, as he comes closer to it, the temptation is huge to break through it. By choosing the Siamese twins as the representative image of this set, Tawan wants to satire the fake image Thailand might show to the rest of the world as well as to its own people. Every society produces its own dark side, and this dark side increases depending on the society’s prohibitions, its taboos. Every community needs a moral, but this moral has to evolve as the people’s mind, and the rest of the world evolves. This moral has to be approved and understood by the majority. If the disparity is too clear between the moral in place and the actual acts of its people, it is just a comedy the society is playing to itself, making its own people ill.