The Soap Opera

by Attasit Aniwatchon

6 September – 4 October 2008

ประติมาการแสดง

ผมรักในการเขียนรูปมาแต่ไหนแต่ไร และจะแสดงออกเสมอเมื่อมีโอกาส เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นความสามารถพิเศษที่แยกแยะคนทำงานศิลปะออกจากผู้มีความสามารถด้านอื่นอย่างชัดเจนที่สุดมาตั้งแต่อดีต มิติบนผืนผ้าใบนั้น เป็นความอัศจรรย์ที่พาเราเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการของผู้วาด โดยไม่จำกัดขอบเขตของเวลา และไม่มีที่สิ้นสุด ตราบเท่าที่งานจิตรกรรมใช้ภาษาภาพในการสื่อสารเป็นเบื้องต้น ทุกวันนี้ผมก็ยังคิดเช่นนั้นอยู่…

ช่วงเวลาครึ่งหลังของชีวิต ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียนรูป เขียน และเขียน…ราวกับว่าตัวเองมีเวลาเหลืออยู่น้อยเต็มที ผมรู้สึกเหมือนกำลังชดใช้กรรมบางอย่างในอดีต ที่ได้ละเลยต่อความสามารถทางศิลปะอันน้อยนิดที่มีอยู่ การใช้สมาธิไปกับการเขียนรูปช่วยให้ผมสงบลงได้จริงๆ จนแทบลืมไปเลยว่าสาเหตุที่ต้องเขียนรูปนั้นเพราะชีวิตต้องพบกับความเจ็บปวดขนาดไหน ได้คำตอบว่า ความผิดหวัง โศกเศร้าเสียใจ เป็นแรงผลักดันที่ดีเพียงใดในการสร้างงานศิลปะ ที่สำคัญคือได้รู้สึกตัวว่าอีกด้านของชีวิตอันเงียบเหงา ยังมีภาพเขียนที่พูดถึงความสวยงามรออยู่ และไม่เคยมีสิ่งใดทำให้ผมมีความสุขเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต

ผมมีช่วงเวลาอันแสนวิเศษย้อนหลังไปประมาณปี พ.ศ. 2527 (หรือถ้าจะให้เห็นภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะสากลทุกแขนงอย่างชัดเจน ก็ต้องระบุว่าเป็นช่วงทศวรรษ 1980) เริ่มต้นชีวิตการเป็นคนศิลปะด้วยการเขียนภาพหุ่นนิ่ง ภาพทิวทัศน์เป็นแบบฝึกหัดแรกๆ จดจำเรื่องราวต่างๆ บทเพลงไพเราะ ความเป็นไปทั้งหลายทั้งปวงได้อย่างชัดเจน ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งและเต็มใจที่สุดที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดรวมทั้งการปฏิบัติมาจากครูศิลปะในสถาบันที่ผมศึกษา หรืออีกมากมายจากหนังสือศิลปะต่างประเทศดีๆที่ผมสำนึกอยู่เสมอว่าเป็นเสมือนครูผู้อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดความรู้ให้ผมแบบเงียบๆมาตลอด ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรกับความเป็นผมในทุกวันนี้เลย… ตอนที่เดินจากอดีตมา ผมเองก็มีเพียงภาพถ่ายคุณภาพเลวๆไม่กี่ภาพ แต่ก็ใช้วิธีการเก่าแก่ในยุคนั้นปะติด ตัดต่อ จนพอเป็นแบบร่างในการเขียนรูปได้ ผมพอใจความเป็นรูปธรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นเหตุเป็นผลโดยไม่ต้องรับผิดชอบกับความไม่จริงที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้และไม่มีทางได้เป็นในขณะเดียวกัน…เกือบ 3 ปีแล้วที่ภาพหุ่นนิ่งกับทิวทัศน์ถูกเขียนขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป ครั้งนี้ผมเขียนประติมากรรมของตัวเองกับทิวทัศน์ใหม่ เป็นภาพที่ดูเรียบง่าย ไร้ความถูกต้อง ปรุงแต่ง จัดฉาก ไม่ต่างอะไรจากละครประโลมโลกส่วนตัวที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันสวยงาม เขียนทุกอย่างอย่างอิสระ ไม่มีทฤษฏีบทกฎเกณฑ์ใดอีกต่อไป ผมรู้สึกเหมือนเส้นทางของผมไม่ได้ทอดยาวเป็นเส้นตรง แต่มันเริ่มจากจุดกึ่งกลาง แล้วหมุนออกไปเป็นวงรีคล้ายลายขดก้นหอยบนนิ้วมือ เพื่อพร้อมจะมองกลับมายังจุดเริ่มต้นได้ตลอดเวลา ความคิดความอ่านของผมบางครั้งก็วนไปวนมาคล้ายกัน ขณะที่เขียนรูปด้วยความหวัง ภาพผลงานของศิลปินที่ผมรักก็ได้ปรากฏขึ้นมาในความคิด ผมเห็นภาพบ้าน สระน้ำ ต้นไม้ ท้องฟ้า ซ้อนอยู่บนผืนผ้าใบของตัวเองบ่อยๆ พวกเขาเขียนขึ้นด้วยประสบการณ์ในชีวิตแบบเดียวกับผมหรืออย่างไร?… พยายามบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับผมหรือเปล่า? ผมได้แต่สงสัย…

อย่างไรก็ตามมือของผมก็ยังเขียนรูปได้ช้ากว่าใจมากนัก ในช่วงปีหนึ่งก็คงจะมีรูปเขียนไม่กี่ภาพ ซ้ำยังมีอาการลังเล ครุ่นคิด กับภาพที่อยู่ตรงหน้าว่าใช่ภาพที่อยากจะเขียน รูปที่อยากจะวาดหรือเปล่า? ท้ายที่สุดก็มักจะจบและเก็บมันไว้อย่างนั้นเหมือนเป็นพยานว่า กว่า 20 ปีที่ทำงานศิลปะ ความเป็นตัวเป็นตนของผมก็คงไม่มากมายไปกว่านี้.

อรรถสิทธิ์ อนิวรรตน์ชน

I have loved painting for years now and will paint whenever I have a chance.  I believe painting is a special talent that differentiates artists from other professionals.  The dimensions of a canvas can take the viewer into the painter’s infinite imagination without limitations of time or boundary, with the painting serving as a basis for communication.  I still think that way today…

During the latter half of my life, I’ve spent most of my time painting.  I paint and paint… as though I have so little time to live.  I feel like I’m paying for the sins of my past that I had been ignoring the small artistic talent I possess.  Concentrating hard when painting really helps me feel calm, so calm that I almost forget the painful reason that drove me to start painting and how powerful the disappointment and lament that drive me to create an art piece.  Most importantly, it makes me realize that at the other side of my lonely life, there await the paintings that speak of beauty.  All my life, there has never been anything that could make me as happy as I was in the past.


I enjoy thinking back at around 2527 B.E. (or around 1980s when several marvelous art movements took place), when I started my life in arts by painting still life and landscapes as first fundamental lessons.  I still remember clearly all the stories, beautiful melodies, and things that happened.  I was pleased and so willingly to be influenced by the fine art teachers during my school years and by several good art books that silently taught me.  Thus, I’m not surprised seeing who I’ve become… When I walked out from the past, I only have a few bad quality photos.  However, using some old methods, I put together those photos and used them as models for paintings.  I was happy with the figurative that was connected without reasons or responsibilities to the unreal.  Everything is possible and impossible…  After almost three years, my still lives and landscapes were painted once again to tell a different experience.  This time, I painted my own sculptures with new scenery. They are simple, Illusional seasoned, and set up as though they are personal soap operas full of beautiful stories.  They are free from all the rules and theories.  It seems like my path does not lay straight from start to end.  It begins from the middle and circulates outward in an oval shape similar to a whorl-pattern fingerprint, always ready to turn back and look at the starting point.  Similarly, my thoughts sometimes swirl back and forth.  When I paint with hope, the works of great artists I adore appear in my head.  Their pictures of houses, ponds, trees, and skies, layered on my own canvas.  Did those artists paint from their experiences as I have?  Did they try to express their emotions as I do?  I can only wonder…

Still, my hand moves much slower than my thoughts. During a course of a year, I paint fewer pieces then I would like as there are hesitations whether the picture in front of me was that I really want to paint.  At the end, I usually keep it as a testimony that after over 20 years in the art territory, my real self is no more than what I am today.

Attasit Aniwatchon