Face Up

by
Narodom Kamenketwit
Navin Malaisri
Tawan Wattuya

5 – 26 March 2005

ความรู้สึกรัก, สงสัย, สนุก บนการเผชิญหน้าของคนสามคน

     โดยปรกติการแสดงงานศิลปะเดี่ยวถือได้ว่าเป็นข้อบังคับอย่างหนึ่งของศิลปินที่ต้องการแสดงทัศนคติของตนให้สังคมได้รับรู้ เพราะการแสดงเดี่ยวคือการเปิดเผยตัวตน, ความคิดและความรู้สึกของศิลปินผ่านผลงานที่ต้องการสื่อสารให้ปรากฏออกมาอย่างแจ่มชัด และมีเป้าหมายที่ชัดเจนแน่นอน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนดูงานจะสามารถทำความเข้าใจกับศิลปินคนหนึ่งในงานแสดงเดี่ยวของเขาได้ในระดับหนึ่ง (หรือมากขึ้นตามจำนวนครั้ง, จำนวนชุดของผลงานที่จัดแสดง)

     แต่สำหรับการแสดงผลงานศิลปะเป็นกลุ่มของศิลปินที่มากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป ข้อจำกัดที่จะพุ่งเข้ามาปะทะอย่างรุนแรงก็คือ ทัศนคติของคนๆหนึ่ง (หรือศิลปินคนหนึ่ง) จะถูกลดทอนลงมามากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ขณะเดียวกันในทางตรงกันข้ามข้อจำกัดที่ว่ากลับไปเพิ่มมูลค่าหรือแต้มต่อให้กับงานกลุ่มอย่างชนิดที่ว่างานเดี่ยวไม่สามารถสร้างได้เท่าเทียม แต้มต่อที่ว่าก็คือ การสร้างปฏิสัมพันธ์ ให้เกิดขึ้นได้ระหว่างบุคคล

     การสร้างปฏิสัมพันธ์ในงานกลุ่มหมายถึง การปะทะกันอย่างง่ายๆของการเป็นปัจเจกจากอัตลักษณ์ของศิลปิน ซึ่งผลของการปะทะนี้ก่อให้เกิดภาวะ สุญญากาศ หรือ ช่องว่าง ระหว่างผลงานของศิลปินแต่ละคน ความหมายที่ชวนให้คนดูค้นหาเป็นเป้าหมายหลัก จึงไม่ใช่ทัศนคติของคนๆหนึ่งอีกต่อไปแต่โจทย์ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปสู่การค้นหาความหมายของช่องว่างระหว่าง 2, 3, 4 หรือ 5 คนที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม การสำรวจช่องว่างนี้ก็ยังคงต้องอ้างอิงไปถึงการค้นหาความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนอยู่ดี เพียงแต่ว่า ความเป็นส่วนตัวที่ หลอมรวมกัน ซึ่งมีผลมาจากการปะทะกันอาจก่อนัยยะสำคัญ ที่ความเป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคลไม่สามารถบอกได้อย่างครอบคลุม

     ในผลงานชุด Face up ของ นโรดม เขม้นเขตวิทย์, ตะวัน วัตุยา และนาวิน มาลัยศรี ต่างก็มีแนวทางของงานศิลปะเป็นของตนเองที่ได้เข้ามาปะทะกันในพื้นที่ที่จำกัด คือ นำทอง แกลเลอรี่ ซึ่งผลแห่งการปะทะนั้นก็ได้สร้างช่องว่างที่ปลุกเร้าการตีความจากผู้ดูได้ไม่น้อย และเป็นการตีความที่ต่อยอดไปจากการสำรวจเข้าไปในความคิดของแต่ละคน

     นโรดม เขม้นเขตวิทย์เป็นศิลปินที่ทำงาน เซรามิก เป็นส่วนใหญ่ ผลงานของเขาจะพูดถึงใบหน้าที่ดิบ, เถื่อนคล้ายหน้ากากของ อานารยะชน” (ในความหมายของนักล่าอาณานิคมตะวันตก) แต่ผลงานในชุดนี้ เขาสร้างผลงานขึ้นจากความรู้สึกภายในใจที่มีต่อลูกสาวของเขาซึ่งป่วยเป็นโรคสมองฝ่อเพราะขาดออกซิเจนตั้งแต่ตอนคลอด เป็นผลให้ลูกสาวของเขาเป็นอัมพาตและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นโรดม ยังคงรัก, ห่วงและสงสารลูกสาวของเขากระทั่งแสดงออกมาผ่านผลงานศิลปะ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นของพ่อที่ถึงแม้ว่าลูกจะเป็นอย่างไรก็ยังคงเป็นแก้วตาดวงใจอยู่เสมอ

     สำหรับ ตะวัน วัตุยา เขามุ่งมั่นทำงานจิตรกรรมมาโดยตลอด โดยผลงานมักจะสื่อสารอารมณ์ภายในของเขาที่ประทุ ดุเดือดกับเรื่องราวรอบๆตัว โดยเฉพาะเรื่องราวและภาพลักษณ์ของผู้คนที่ปรากฏออกมาทางสื่อต่างๆ เช่นภาพแฟชั่น, ภาพดาราที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่ตะวัน จะนำภาพเหล่านี้มาเขียนขึ้นใหม่ด้วยอารมณ์สงสัย, ยั่วล้ออย่างสนุกสนานไปจนถึงอารมณ์ซีเรียสที่กระแทกกระทั้นอารมณ์ของตัวเองออกมาผ่านสีที่สด, แรงและฝีแปรงที่ฉวัดเฉวียน

     แต่ในผลงานชุดนี้ ตะวันได้จับภาพใบหน้าของ ทักษิณ ชินวัตร นำมายั่วล้ออย่างคลุมเครือ บนความสงสัยของพฤติกรรมนักการเมืองที่ถือได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประเทศไทย ผ่านสถานการณ์หมิ่นเหม่ที่ได้รับทั้งการชื่นชมและติเตียนจากสังคม

     ภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีคนนี้คือสัญลักษณ์ที่แรง, ตรง, ชัดเจนและพบเห็นได้อย่างดาษดื่น ตะวันจึงได้จงใจหยิบความ ป๊อปปูล่าร์ที่มี วาระซ่อนเร้น นำมาเสียดเย้ยในมุมมองของเขา

     ในส่วนของ นาวิน มาลัยศรี ก็นับได้ว่าเพิ่งเริ่มต้นในการแสดงผลงานให้ปรากฏแก่สังคม นับตั้งแต่เรียนจบเขาก็สนใจในงานจิตรกรรมมาโดยตลอด นาวินมักจะปลดปล่อยความอิสระของเขาอย่างสนุกสนานผ่านรอยแปรงและสีบนโครงสร้างง่ายๆในภาพที่ไม่ซับซ้อน แต่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของจังหวะซึ่งเกิดขึ้นในลักษณะฉับพลันทันใดคล้ายๆกับการโต้ตอบระหว่างโลกของของสีกับสิ่งที่อยู่ภายในใจของเขา

     สำหรับผลงานชุดนี้ นาวินให้ความสนใจกับ วัตถุ ที่ไม่อาจบ่งชัดว่ามันคืออะไรด้วยความตั้งใจส่วนตัวของเขาเหมือนกับความรู้สึกทางนามธรรมภายในใจของเขาได้ก่อปฏิกิริยาโต้ตอบกับประสบการณ์ภายในใจของผู้ดู ถึงแม้ว่าวัตถุชิ้นนี้จะมีการอ้างอิงมาจากความเป็นจริงจากโลกภายนอก แต่นัยยะของรูปทรงและบรรยากาศในโลกลวงตาของงานจิตรกรรมกลับยั่วล้อกันอย่างสนุกสนาน และสร้างเสน่ห์ในการดึงดูดให้เข้าไปตีความได้อย่างอิสระ

     Face up จึงบ่งบอกอารมณ์รักของ นโรดม อารมณ์สงสัยของ ตะวัน และอารมณ์สนุกของ นาวิน ที่ต่างคนต่างก็พกพามันออกมาจากบ้าน (ตัวตน) ของเขาเอง โดยนำมาปะทะบนพื้นที่ที่จำกัดและก่อให้เกิดนัยยะบนช่องว่างแห่งการปฏิสัมพันธ์ ผลจากการปฏิสัมพันธ์ของคนสามคน ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของ ตัวแทน ซึ่งถูกอ้างอิงขึ้นมาจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวตั้งแต่ ลูกสาว” “นักการเมือง และวัตถุที่ผูกพัน เหล่านี้คล้ายกับเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาภายในให้เกิดทัศนคติใหม่ๆต่อการทำงานศิลปะของพวกเขา

     สำนึกแห่งการสร้างภาพลักษณ์ของ ตัวแทน ขึ้นมาในโลกส่วนตัวอย่างงานศิลปะอาจจะดูเหมือนกับการหมกมุ่นอยู่กับการพยายามค้นหา สื่อ เพื่อ ส่งสาร ที่อยู่ภายในใจออกไปสู่สังคม และการอ้างอิงถึง สิ่งที่มีอยู่จริง แต่อาจจะถูกปิดกั้น, ปรุงแต่งให้เกิดบริบทใหม่ตามจินตนาการและอารมณ์ฉับพลันที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด อาจเป็นเครื่องมือระบายออกซึ่งความปรารถนา, โหยหาบางอย่างคล้ายๆกับ…“ความหวัง

     ความหวังของ นโรดม ที่อยากจะให้ลูกสาวของเขาอาการดีขึ้นเรื่อยๆ, ความหวังของ ตะวัน ที่ไม่อยากให้เมืองไทยต้องอยู่ในอุ้งมือของใครคนเดียวและความหวังของ นาวิน ที่อยากสนุกสนานในโลกส่วนตัวของเขาอย่างอิสระ

     ความหวังทั้งสามซึ่งปรากฏตั้งแต่ในตัวตน, คนรักที่ใกล้ชิดและคนหมู่มากในสังคม สะท้อนได้ดีถึงภาวะความเป็นมนุษย์ที่ต้องคำนึงถึงความสุขที่จะได้รับจากทั้งสามสิ่ง ว่าจะไขว่คว้ามาได้อย่างไรและทำอย่างไรที่จะรักษาเอาไว้ให้ได้ภายในชีวิตหนึ่งชีวิตของตนเอง

วุฒิกร คงคา
กุมพาพันธ์ 2548

Confrontation of a Trio of Unique Artists: Love, Suspicion and Amusement

Generally, a solo exhibition is one of forces of artists who want to expose their own attitude to the society as they can apparently present their own identities and what they feel or think. According to the obvious concept of solo exhibition, viewers can preliminarily understand a message that artists are trying to convey via their works. (or they can understand it more according to a frequency of exhibition or a number of pieces of works)

For a group exhibition, even though a reduction of each artist’s attitude is its restriction, this disadvantage returns a more value which a solo exhibition can’t give the same effect. What I have mentioned is about “an interaction” among artists which means a process by which a trio of artists work together and facing up to their each own individualist. This process is a result of “vacuum” or “space of emotional privacy” appeared in each pieces of works.

For audiences, an attraction of only one artist’s attitude is changed as it brings a question about discovery on the meaning of space of emotional privacy among the artists creating work under the same frame. However, that still be about discovery of an individualism of each artist but it is not like that, it is about “an integrity of individualism” which is a result of an interaction of each other.

”Face Up”, a latest exhibition by a trio of unique artists; Narodom Khamenkhetwit, Tawan Wattuya and Nawin Malaisri, is organized at Numthong Gallery. The result of an interactive process is a space of emotional privacy of each artist which attracts a perception of viewers to discover what they are thinking.

Let’s start with Narodom’s works, those mostly are ceramics which presents a barbarous face, a barbarian mask-like. For this exhibition, his suffering from his daughter who has had an encephalic illness and paralysis inspires him to create artworks.  “How deep is his love for his daughter?” can be seen from his artworks.  They all convey a deep bonding for her. As a parent, child is always beloved.

Tawan Wattuya employs himself in paintings inspired by media such as images of people appeared in fashion magazine, a shot of super stars in a daily life. He expresses his emotional attachment with his suspicion and amusement. It sometimes conveys his serious feeling as it can be seen from usage of a rich colour and a strong stoke of his paintbrush. For this exhibition, he captures a face of “Prime Minister Thaksin Shinawatra”, who is the most forceful governor in Thailand and criticized by society in both positive and negative way.  This piece of work communicates his amusement and suspicion on Thanksin’s political behavior. Prime Minister Thanksin is frank, straight-forward, and populist, so Tawan brings a popularity of Thanksin with a behind-the-scenes suspicion so as to satire it in his own way.

Nawin Malaisri is emerging to present his works to the society. After he graduated, He is interested in drawing so much. He loves to present his free thinking by using his paintbrush and colouring a simple and plain structure. His painting is full with a technique of rhythm usage which is driven from his instant interaction between a world of colour and his emotional effect. For this exhibition, he focuses on “material” which is unable to specify what it is. He is willing to present his internal abstract which can be reacted to an experiential effect of audiences. Even though his work is represented as a reference of a figurative representation, its form and atmosphere of illusion in painting depicts satirically. It is also an attraction to audiences to perceive it easily.

Face Up is an expression of Narodom’s love, Tawan’s suspicion and Nawin’s amusement. They possess their own expression. A mix expression which forms a figurative essence of interaction is set up in the providing space.

The result of a Trio of interaction is “a figurative representation” which is driven from their environmental condition for example “daughter” “politician” and “a bonding material”. Those are an internal force for them to bring a new idea in their works.

The idea of “a figurative representation” in their private world seems be an indulgence in finding “medium” to “communicate” their own internal message to the society. Also, a reference of “existence” but hidden something, or add up something according to their abrupt imagination and feeling is a medium to express their desire, which is probably like “their hope”.

Narodom hopes for his beloved daughter to get better, Tawan hopes not for Thailand governed by monopolist and Nawin hopes for himself to freely enjoy his personal world.

Hope of a trio of unique artists is for a personal entity, for beloved person, and for society which reflect a state of humanity.  As a human, we hope for how we can possess those three kinds of happiness and how we can keep them for our whole life.

Wutigorn Kongkha
February 2005